ของผมสี เหลือง
วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2551
วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2551
เปลวสีเงิน:เมื่อพันธมิตรยกทัพขับ'หุ่นไล่กา'
2 มิถุนายน 2551 กองบรรณาธิการ
เสียใจ ด้วยครับ..นายสมัคร ภาวะผู้นำของท่านหมดเสียแล้ว ในขณะที่ฝ่ายมวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย "สูญสิ้นความชอบธรรม" ที่จะชุมนุมต่อ
แต่ด้วยการสำเร็จความใคร่ทางปากเมื่อเช้าวันเสาร์และ อาทิตย์ วิวาทกรรมปะทะ "กลับกลอก" ของท่านนั้น เข้าสู่เงื่อนไขที่สมาชิก "พรรครัฐบาลทั้ง ๖ พรรค" ต้องพิจารณาด่วนแล้วว่า
สมควรจะให้คนที่มีอาการ "ป่วยทางจิต" เช่นนี้ เป็นผู้นำในการบริหารประเทศต่อไปหรือไม่?
ผม บอกได้คำเดียวว่า "อันตรายอย่างยิ่ง" ที่จะให้ผู้มีความสับสนทางจิตกระเดียดไปในทางเผด็จการ "อาชญากรอำนาจ" และ "ตกยุค" แล้วเช่นนี้ ดำรงฐานะผู้ควบคุมทิศทางต่อไป
ใน "หัวเลี้ยว-หัวต่อ" ของเส้นทางประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ "มิติโลกศตวรรษใหม่" ทั้งด้าน เศรษฐกิจ ชีวิต สังคม และความเป็นบุคลิกเอกลักษณ์แห่งความเป็นชาติ!
๖ พรรครัฐบาล ทั้งพลังประชาชนผู้เป็นพรรคแกน และพรรคร่วมคือ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย ประชาราช ถึงจุดต้องปรึกษาหารือ และใคร่ครวญกัน "จริงจัง" แล้วว่า
จะเชิดนายสมัครไว้ เพียงเพื่ออาศัยเป็นเชื้อให้รัฐบาลดำรงอยู่ เพื่อตัวเองจะได้ร่วมเกาะอำนาจเปื่อยเน่าไปชั่วมื้อ-ชั่วคราว
หรือเราจะเอา "ทางยาว" ของความเป็นประเทศชาติไว้ ด้วยการกำจัดหัวหน้ารัฐบาลที่ส่อว่าพิการทางจิตนี้ออกไป?
เพื่อรักษาความพร้อมในทรัพยากรบนโอกาสของไทยที่ "คนทั้งโลก" มองเห็น แต่พวกเราคนไทยกันเองแหละที่ "มองไม่ค่อยเห็น"
ไม่อย่างนั้น แขกซาอุฯ แขกดูไบ จะขยายอาณาจักรเงินเข้ามาเลียบเคียง ทำนา ทำแลนด์บริดจ์ ต่างๆ นานา และทั้งซื้อที่ดินในประเทศไทยทำไม
ถ้าเขามองไม่เห็น "โอกาสทอง" จากแผ่นดินไทยกองอยู่ตรงหน้า?
ป่วยการ คิด ป่วยการพูด และเปล่าประโยชน์ที่จะเถียงกันว่า "ใครแพ้-ใครชนะ" ในเกมประชาธิปไตยกลางถนนครั้งนี้ เพราะจิตวิญญูชนตอบตัวเองได้แล้วว่า
ในอำนาจที่ไม่สร้างความชอบธรรม และไม่สร้างเสถียรภาพแห่งศรัทธาบนการแก้ปัญหาชาติ-ประชาชนให้ประจักษ์ จะมีหน้าอยู่ทำไม
ป่วยการอ้างเพิ่งมาเป็นรัฐบาล ๓ เดือน ๔ เดือนเพื่ออยู่!
ก็ แค่ ๓ เดือน ๔ เดือน ยังส่อว่าอนาคตประเทศชาติ และความเป็นอยู่ของประชาชนยังวิบัติขนาดนี้ แล้วขืนปล่อยให้นายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่ถึง ๓ ปี ๔ ปี
กลียุคแผ่นดินจะไม่เกิดจากลิ้นเฒ่าเลี้ยงแกะคนนี้หรือ!?
คำ พูดนายกฯ คือคำสั่งทางกฎหมายอย่างหนึ่ง แต่พูดไปวันหนึ่ง รุ่งขึ้นมาตวัดลิ้นไปอีกอย่างหนึ่ง จะเป็นพูดด้านผิด-ด้านถูกอะไรก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อพูดแล้ว "ไม่รับผิดชอบ" ในคำพูดนั้น
กลับแชเชือน สับปลับ เลื่อนเปื้อน ไปอีกทาง ซึ่งพฤติกรรมอย่างนั้น ไม่เพียงคนไทย แต่คนทั้งโลกที่รับทราบผ่านระบบสื่อสาร จะไม่เกิดเป็นทัศนคติ "มุมหยาม" ต่อประเทศไทยผ่าน "พฤติกรรมสับปลับ" ของคนเป็นผู้นำดอกหรือ?
ตอนนี้ สังคมโลกเขายิ่งประณามไทยผ่าน "คำมั่นสัญญา" ที่ไม่ค่อยจะรักษากันอยู่ด้วยว่า คนไทยกะล่อน พูดจาเชื่อถือไม่ได้
เห็น ชัดจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ไปจับมือเซ็นสัญญากับอินโดฯ มาเลย์ ทำโอเปกยาง ห้ามใครขายก่อนที่จะได้ตกลงกัน ปรากฏว่า เซ็นปุ๊บ กลับมาปั๊บ รุ่งขึ้น ไทยเทยางขายหมดสต็อก รวยคนเดียวหน้าตาเฉย
เขาด่า (แม่) หมดความเชื่อถือมาจนถึงเดี๋ยวนี้!
แล้วนี่..มานายกฯ นอมินีทักษิณ พูดอะไรแต่ละครั้ง "ปลิ้น" เป็นไข่ไปได้ทุกองศา ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงด้านภาพพจน์ประเทศเอามากๆ
และ ต้องยอมรับกันด้วยว่า การออกโทรทัศน์ประกาศกร้าวถึงทหาร-ตำรวจของนายสมัครเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นจุดอัปยศของประชาธิปไตยไทย
ยิ่งกว่ามีใครออกมาประกาศ "ปฏิวัติ" เสียอีก!!
เพราะ ปฏิวัติ ทุกคนก็รู้ว่า คืออำนาจเถื่อนเพื่อการปกครอง ไร้กฎ ไร้กติกาจากรากฐานประชาธิปไตย มันจะมาจากความพอใจ ความต้องการของคณะบุคคลผู้ก่อการเท่านั้น
แต่ทุกครั้ง รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาธิปไตยนี้ ก็เที่ยวแหกปากว่า "ผมมาจากการเลือกตั้ง"
แต่พฤติกรรมบริหาร ทำเยี่ยงอำนาจเผด็จการเถื่อน หรือหยาบกร้าน-ด้านหนากว่านั้นด้วยซ้ำ!
มีมั้ย..ประชาธิปไตยที่รวบหัว-รวบหางแก้รัฐธรรมนูญให้ "นาย" มันคนเดียว!
ประชาธิปไตย ใต้หนังเต่า ที่หาจิตสำนึกเอื้อเฟื้อต่อระบอบประชาธิปไตยแท้จริงไม่พบ แล้วแบบนี้ "มีความชอบธรรมอะไร?" ที่จะไม่ให้ประชาชนประธิปไตย ทั้งในถนน และในมุมเงียบ
ออกมาขับไล่!?
ที่อ้างว่า "เงื่อนไขชุมนุมหมดไปแล้ว" เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกไปแล้ว และญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปแล้ว นั่นก็มีน้ำหนักให้ต้อง "หยุดตั้งสติ" เพื่อใคร่ครวญได้อยู่
แต่ถ้ามองให้แตก ในความไม่เคยอยู่กับร่องกับรอยของรัฐบาลนี้ ใครก็จะยึดการลาออก และการที่ญัตติตกไป ถือเป็นจริง-เป็นจัง แล้วเลิกชุมนุมไม่ได้เด็ดขาด
ขืนเลิก ฝ่ายรัฐบาลก็จะนั่งหัวเราะกันว่า "ไอ้พวกพันธมิตรฯ หน้าโง่ แค่นี้มันก็เสียทีเชิงกล ถอยทัพกลับไปแล้ว!"
เพราะอะไร..เอ้า..มองให้ดี ที่นายจักรภพออก ไม่ใช่เพราะนายสมัคร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลให้ออก แต่นายจักรภพ "ลาออก" ด้วยตัวเขาเอง
และ ที่ญัตติตกไป ไม่ใช่เพราะ ส.ส.พลังประชาชนที่นายสมัครเป็นหัวหน้าพรรคไปถอนชื่อในญัตติ หากแต่ว่า "ส.ว.จำนวนหนึ่ง" ต่างหาก ไปถอนชื่อจนเป็นผลให้ญัตติตกไป
ฉะนั้น ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ รัฐบาลนำมาอ้างเป็นความชอบธรรมของตนว่า เป็นผู้สลายเงื่อนไขไม่ได้เลย เพราะด้วยตัวรัฐบาล ด้วยความเป็นพรรคพลังประชาชน
ไม่ได้ทำอะไรที่ส่อว่าเป็นผู้ "สลายเงื่อนไข" นั้นเลย!?
ตรง กันข้าม ในทันทีที่ทราบว่า สมาชิกวุฒิสภาไปถอนชื่อจนญัตติตกไป ก็รีบประชุมพรรค ลงมติให้ ส.ส.พลังประชาชน ๑ ใน ๕ เข้าชื่อเสนอเป็นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นไปใหม่
ก็ชัดเจนว่า นายสมัคร-พลังประชาชน หาได้สำนึก และมีความรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่จะเกิดกับประเทศชาติ-ประชาชนตามที่อ้าง ไม่ เงื่อนไขชุมนุม เงื่อนไขความขัดแย้ง "คนอื่น" เขาถอดไปให้แล้ว
แต่ตัวเองกลับ "สร้างเงื่อนไข" ขึ้นมาใหม่อีก!
สำหรับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าโชคดีที่ได้นายสมัคร "เป็นลูกจ้างจุดไฟ" สร้างเงื่อนไขปลุกเร้าให้มวลชนออกมาร่วมชุมนุมอยู่ต่อ โดยยึด "อหังการเถื่อนๆ" ทางจอโทรทัศน์วันเสาร์เป็นความชอบธรรมที่จะสู้กับอธรรมเถื่อนนั้น
แต่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำเพื่อสังคมประชาธิปไตย ทำเพื่อรักษาความเป็นประเทศชาติ-ประชาชนไทยภายใต้สถาบัน ชาติ-พระพุทธศาสนา-พระมหากษัตริย์ใช่ไหม?
ฉะนั้น เหตุผล-เสียสละ-รับผิดชอบ ต้องอยู่เหนือหน้าตา อยู่เหนือคำว่าแพ้-ชนะ อยู่เหนือการได้-การเสีย
ฆ่ายุง-ที่กัดหน้าผากด้วยฝ่ามือตบ แค่นั้นก็สมเหตุผล
แต่ ถ้า ฆ่ายุง-ที่กัดหน้าผากด้วยการเอาปืนยิง ก็ช่วยกันตรองดูด้วยว่า บ้า หรือดี ถึงยุงตาย แล้วชาวเรา-คือคนไทยทั้งหมด จะอยู่กันได้มั้ย?
มวลชน ที่สู้ชนะ ไม่เคยปรากฏว่าชนะเพราะคนมากกว่า อาวุธมากกว่า เหิมเกริมมากกว่า มีอำนาจมากกว่า แต่ที่ชนะ เพราะฝ่ายที่มีอำนาจปกครองมากกว่า ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ "เลวร-ยำกว่า" ต่างหาก
ดังนั้น สิ่งที่ด้อยกว่าทุกด้าน แต่เป็นสิ่งที่ชอบ กอปรด้วยธรรม ชนทั้งมวลจึงยอมเดินตาม "ธงธรรม" ซึ่งไม่เคยลดต่ำ เพราะธรรมคืออำนาจเท่านั้น คืออำนาจแท้จริง
ไม่จำเป็นต้องฆ่า "ศัตรูที่ลอดหว่างขาหนีตาย" หรอกครับ หน้าที่ของการเมืองภาคประชาชน สำหรับนักการเมืองและรัฐบาลที่อสัตยธรรม ทำแค่นี้ก็ "สมหน้าที่" แล้ว
ไม่ ต้องถางป่าประชาธิปไตยทั้งป่า เพื่อไล่ล่าสัตว์ตัว-สองตัวหรอก รักษาประชาธิปไตยไว้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ควรให้ "จิตสำนึก" ของคนในกลไกรัฐบาล รัฐสภา และกฎหมาย เขารับไม้-ทำหน้าที่กันต่อไป
ขืนพันธมิตรฯ ก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ออกไป นั่น..บางทีตัวเองก็ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว!
ไม่ ให้โอกาสนายสมัคร แต่ให้เวลา "พรรครัฐบาล" เขาสักระยะสิครับ แล้วพันธมิตรฯ พักการชุมนุมภาคท้องถนนไว้ก่อน คอยเฝ้าระวังใกล้ชิดภายใต้เงื่อนไขว่า
๑.ฝ่ายรัฐบาลจะยังดื้อรั้นยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำประชามติอีกหรือไม่?
๒.พรรคร่วมรัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไร ถ้าพลังประชาชนไม่เปลี่ยนตัวนายกฯ?
ครับ.. ชุมนุมยืดเยื้อด้วยเงื่อนไข "ขับไล่รัฐบาล" ฟังแล้วกว้างไป แย้งเงื่อนไขประชาธิปไตยตัวเอง ขืนยึดเป็นเงื่อนไขชุมนุม นานไป-ความชอบธรรมจะเทกลับไปที่ฝ่ายรัฐบาล แล้วพันธมิตรฯ ก็จะกลายเป็น "ฉลาด ๒" ต้องต่อกรงเข้าไปนอนประท้วงอยู่คนเดียว อย่าลืม..ยกนี้ "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ไม่มีรถถังเป็นระฆังช่วย สัปดาห์หน้า "บอลยูโรฯ" มา มวลชนก็จะพากันไปเฮ ออมแรงไว้สิงหา.ดีกว่า โหรบอกว่า "องศายังไม่ถึงครับ".
เปลวสีทอง
เสียใจ ด้วยครับ..นายสมัคร ภาวะผู้นำของท่านหมดเสียแล้ว ในขณะที่ฝ่ายมวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย "สูญสิ้นความชอบธรรม" ที่จะชุมนุมต่อ
แต่ด้วยการสำเร็จความใคร่ทางปากเมื่อเช้าวันเสาร์และ อาทิตย์ วิวาทกรรมปะทะ "กลับกลอก" ของท่านนั้น เข้าสู่เงื่อนไขที่สมาชิก "พรรครัฐบาลทั้ง ๖ พรรค" ต้องพิจารณาด่วนแล้วว่า
สมควรจะให้คนที่มีอาการ "ป่วยทางจิต" เช่นนี้ เป็นผู้นำในการบริหารประเทศต่อไปหรือไม่?
ผม บอกได้คำเดียวว่า "อันตรายอย่างยิ่ง" ที่จะให้ผู้มีความสับสนทางจิตกระเดียดไปในทางเผด็จการ "อาชญากรอำนาจ" และ "ตกยุค" แล้วเช่นนี้ ดำรงฐานะผู้ควบคุมทิศทางต่อไป
ใน "หัวเลี้ยว-หัวต่อ" ของเส้นทางประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ "มิติโลกศตวรรษใหม่" ทั้งด้าน เศรษฐกิจ ชีวิต สังคม และความเป็นบุคลิกเอกลักษณ์แห่งความเป็นชาติ!
๖ พรรครัฐบาล ทั้งพลังประชาชนผู้เป็นพรรคแกน และพรรคร่วมคือ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย ประชาราช ถึงจุดต้องปรึกษาหารือ และใคร่ครวญกัน "จริงจัง" แล้วว่า
จะเชิดนายสมัครไว้ เพียงเพื่ออาศัยเป็นเชื้อให้รัฐบาลดำรงอยู่ เพื่อตัวเองจะได้ร่วมเกาะอำนาจเปื่อยเน่าไปชั่วมื้อ-ชั่วคราว
หรือเราจะเอา "ทางยาว" ของความเป็นประเทศชาติไว้ ด้วยการกำจัดหัวหน้ารัฐบาลที่ส่อว่าพิการทางจิตนี้ออกไป?
เพื่อรักษาความพร้อมในทรัพยากรบนโอกาสของไทยที่ "คนทั้งโลก" มองเห็น แต่พวกเราคนไทยกันเองแหละที่ "มองไม่ค่อยเห็น"
ไม่อย่างนั้น แขกซาอุฯ แขกดูไบ จะขยายอาณาจักรเงินเข้ามาเลียบเคียง ทำนา ทำแลนด์บริดจ์ ต่างๆ นานา และทั้งซื้อที่ดินในประเทศไทยทำไม
ถ้าเขามองไม่เห็น "โอกาสทอง" จากแผ่นดินไทยกองอยู่ตรงหน้า?
ป่วยการ คิด ป่วยการพูด และเปล่าประโยชน์ที่จะเถียงกันว่า "ใครแพ้-ใครชนะ" ในเกมประชาธิปไตยกลางถนนครั้งนี้ เพราะจิตวิญญูชนตอบตัวเองได้แล้วว่า
ในอำนาจที่ไม่สร้างความชอบธรรม และไม่สร้างเสถียรภาพแห่งศรัทธาบนการแก้ปัญหาชาติ-ประชาชนให้ประจักษ์ จะมีหน้าอยู่ทำไม
ป่วยการอ้างเพิ่งมาเป็นรัฐบาล ๓ เดือน ๔ เดือนเพื่ออยู่!
ก็ แค่ ๓ เดือน ๔ เดือน ยังส่อว่าอนาคตประเทศชาติ และความเป็นอยู่ของประชาชนยังวิบัติขนาดนี้ แล้วขืนปล่อยให้นายกรัฐมนตรีคนนี้อยู่ถึง ๓ ปี ๔ ปี
กลียุคแผ่นดินจะไม่เกิดจากลิ้นเฒ่าเลี้ยงแกะคนนี้หรือ!?
คำ พูดนายกฯ คือคำสั่งทางกฎหมายอย่างหนึ่ง แต่พูดไปวันหนึ่ง รุ่งขึ้นมาตวัดลิ้นไปอีกอย่างหนึ่ง จะเป็นพูดด้านผิด-ด้านถูกอะไรก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อพูดแล้ว "ไม่รับผิดชอบ" ในคำพูดนั้น
กลับแชเชือน สับปลับ เลื่อนเปื้อน ไปอีกทาง ซึ่งพฤติกรรมอย่างนั้น ไม่เพียงคนไทย แต่คนทั้งโลกที่รับทราบผ่านระบบสื่อสาร จะไม่เกิดเป็นทัศนคติ "มุมหยาม" ต่อประเทศไทยผ่าน "พฤติกรรมสับปลับ" ของคนเป็นผู้นำดอกหรือ?
ตอนนี้ สังคมโลกเขายิ่งประณามไทยผ่าน "คำมั่นสัญญา" ที่ไม่ค่อยจะรักษากันอยู่ด้วยว่า คนไทยกะล่อน พูดจาเชื่อถือไม่ได้
เห็น ชัดจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ไปจับมือเซ็นสัญญากับอินโดฯ มาเลย์ ทำโอเปกยาง ห้ามใครขายก่อนที่จะได้ตกลงกัน ปรากฏว่า เซ็นปุ๊บ กลับมาปั๊บ รุ่งขึ้น ไทยเทยางขายหมดสต็อก รวยคนเดียวหน้าตาเฉย
เขาด่า (แม่) หมดความเชื่อถือมาจนถึงเดี๋ยวนี้!
แล้วนี่..มานายกฯ นอมินีทักษิณ พูดอะไรแต่ละครั้ง "ปลิ้น" เป็นไข่ไปได้ทุกองศา ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงด้านภาพพจน์ประเทศเอามากๆ
และ ต้องยอมรับกันด้วยว่า การออกโทรทัศน์ประกาศกร้าวถึงทหาร-ตำรวจของนายสมัครเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นจุดอัปยศของประชาธิปไตยไทย
ยิ่งกว่ามีใครออกมาประกาศ "ปฏิวัติ" เสียอีก!!
เพราะ ปฏิวัติ ทุกคนก็รู้ว่า คืออำนาจเถื่อนเพื่อการปกครอง ไร้กฎ ไร้กติกาจากรากฐานประชาธิปไตย มันจะมาจากความพอใจ ความต้องการของคณะบุคคลผู้ก่อการเท่านั้น
แต่ทุกครั้ง รัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาธิปไตยนี้ ก็เที่ยวแหกปากว่า "ผมมาจากการเลือกตั้ง"
แต่พฤติกรรมบริหาร ทำเยี่ยงอำนาจเผด็จการเถื่อน หรือหยาบกร้าน-ด้านหนากว่านั้นด้วยซ้ำ!
มีมั้ย..ประชาธิปไตยที่รวบหัว-รวบหางแก้รัฐธรรมนูญให้ "นาย" มันคนเดียว!
ประชาธิปไตย ใต้หนังเต่า ที่หาจิตสำนึกเอื้อเฟื้อต่อระบอบประชาธิปไตยแท้จริงไม่พบ แล้วแบบนี้ "มีความชอบธรรมอะไร?" ที่จะไม่ให้ประชาชนประธิปไตย ทั้งในถนน และในมุมเงียบ
ออกมาขับไล่!?
ที่อ้างว่า "เงื่อนไขชุมนุมหมดไปแล้ว" เพราะนายจักรภพ เพ็ญแข ลาออกไปแล้ว และญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปแล้ว นั่นก็มีน้ำหนักให้ต้อง "หยุดตั้งสติ" เพื่อใคร่ครวญได้อยู่
แต่ถ้ามองให้แตก ในความไม่เคยอยู่กับร่องกับรอยของรัฐบาลนี้ ใครก็จะยึดการลาออก และการที่ญัตติตกไป ถือเป็นจริง-เป็นจัง แล้วเลิกชุมนุมไม่ได้เด็ดขาด
ขืนเลิก ฝ่ายรัฐบาลก็จะนั่งหัวเราะกันว่า "ไอ้พวกพันธมิตรฯ หน้าโง่ แค่นี้มันก็เสียทีเชิงกล ถอยทัพกลับไปแล้ว!"
เพราะอะไร..เอ้า..มองให้ดี ที่นายจักรภพออก ไม่ใช่เพราะนายสมัคร ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลให้ออก แต่นายจักรภพ "ลาออก" ด้วยตัวเขาเอง
และ ที่ญัตติตกไป ไม่ใช่เพราะ ส.ส.พลังประชาชนที่นายสมัครเป็นหัวหน้าพรรคไปถอนชื่อในญัตติ หากแต่ว่า "ส.ว.จำนวนหนึ่ง" ต่างหาก ไปถอนชื่อจนเป็นผลให้ญัตติตกไป
ฉะนั้น ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ รัฐบาลนำมาอ้างเป็นความชอบธรรมของตนว่า เป็นผู้สลายเงื่อนไขไม่ได้เลย เพราะด้วยตัวรัฐบาล ด้วยความเป็นพรรคพลังประชาชน
ไม่ได้ทำอะไรที่ส่อว่าเป็นผู้ "สลายเงื่อนไข" นั้นเลย!?
ตรง กันข้าม ในทันทีที่ทราบว่า สมาชิกวุฒิสภาไปถอนชื่อจนญัตติตกไป ก็รีบประชุมพรรค ลงมติให้ ส.ส.พลังประชาชน ๑ ใน ๕ เข้าชื่อเสนอเป็นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นไปใหม่
ก็ชัดเจนว่า นายสมัคร-พลังประชาชน หาได้สำนึก และมีความรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่จะเกิดกับประเทศชาติ-ประชาชนตามที่อ้าง ไม่ เงื่อนไขชุมนุม เงื่อนไขความขัดแย้ง "คนอื่น" เขาถอดไปให้แล้ว
แต่ตัวเองกลับ "สร้างเงื่อนไข" ขึ้นมาใหม่อีก!
สำหรับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าโชคดีที่ได้นายสมัคร "เป็นลูกจ้างจุดไฟ" สร้างเงื่อนไขปลุกเร้าให้มวลชนออกมาร่วมชุมนุมอยู่ต่อ โดยยึด "อหังการเถื่อนๆ" ทางจอโทรทัศน์วันเสาร์เป็นความชอบธรรมที่จะสู้กับอธรรมเถื่อนนั้น
แต่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำเพื่อสังคมประชาธิปไตย ทำเพื่อรักษาความเป็นประเทศชาติ-ประชาชนไทยภายใต้สถาบัน ชาติ-พระพุทธศาสนา-พระมหากษัตริย์ใช่ไหม?
ฉะนั้น เหตุผล-เสียสละ-รับผิดชอบ ต้องอยู่เหนือหน้าตา อยู่เหนือคำว่าแพ้-ชนะ อยู่เหนือการได้-การเสีย
ฆ่ายุง-ที่กัดหน้าผากด้วยฝ่ามือตบ แค่นั้นก็สมเหตุผล
แต่ ถ้า ฆ่ายุง-ที่กัดหน้าผากด้วยการเอาปืนยิง ก็ช่วยกันตรองดูด้วยว่า บ้า หรือดี ถึงยุงตาย แล้วชาวเรา-คือคนไทยทั้งหมด จะอยู่กันได้มั้ย?
มวลชน ที่สู้ชนะ ไม่เคยปรากฏว่าชนะเพราะคนมากกว่า อาวุธมากกว่า เหิมเกริมมากกว่า มีอำนาจมากกว่า แต่ที่ชนะ เพราะฝ่ายที่มีอำนาจปกครองมากกว่า ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ "เลวร-ยำกว่า" ต่างหาก
ดังนั้น สิ่งที่ด้อยกว่าทุกด้าน แต่เป็นสิ่งที่ชอบ กอปรด้วยธรรม ชนทั้งมวลจึงยอมเดินตาม "ธงธรรม" ซึ่งไม่เคยลดต่ำ เพราะธรรมคืออำนาจเท่านั้น คืออำนาจแท้จริง
ไม่จำเป็นต้องฆ่า "ศัตรูที่ลอดหว่างขาหนีตาย" หรอกครับ หน้าที่ของการเมืองภาคประชาชน สำหรับนักการเมืองและรัฐบาลที่อสัตยธรรม ทำแค่นี้ก็ "สมหน้าที่" แล้ว
ไม่ ต้องถางป่าประชาธิปไตยทั้งป่า เพื่อไล่ล่าสัตว์ตัว-สองตัวหรอก รักษาประชาธิปไตยไว้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ควรให้ "จิตสำนึก" ของคนในกลไกรัฐบาล รัฐสภา และกฎหมาย เขารับไม้-ทำหน้าที่กันต่อไป
ขืนพันธมิตรฯ ก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ออกไป นั่น..บางทีตัวเองก็ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว!
ไม่ ให้โอกาสนายสมัคร แต่ให้เวลา "พรรครัฐบาล" เขาสักระยะสิครับ แล้วพันธมิตรฯ พักการชุมนุมภาคท้องถนนไว้ก่อน คอยเฝ้าระวังใกล้ชิดภายใต้เงื่อนไขว่า
๑.ฝ่ายรัฐบาลจะยังดื้อรั้นยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำประชามติอีกหรือไม่?
๒.พรรคร่วมรัฐบาลจะมีท่าทีอย่างไร ถ้าพลังประชาชนไม่เปลี่ยนตัวนายกฯ?
ครับ.. ชุมนุมยืดเยื้อด้วยเงื่อนไข "ขับไล่รัฐบาล" ฟังแล้วกว้างไป แย้งเงื่อนไขประชาธิปไตยตัวเอง ขืนยึดเป็นเงื่อนไขชุมนุม นานไป-ความชอบธรรมจะเทกลับไปที่ฝ่ายรัฐบาล แล้วพันธมิตรฯ ก็จะกลายเป็น "ฉลาด ๒" ต้องต่อกรงเข้าไปนอนประท้วงอยู่คนเดียว อย่าลืม..ยกนี้ "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ไม่มีรถถังเป็นระฆังช่วย สัปดาห์หน้า "บอลยูโรฯ" มา มวลชนก็จะพากันไปเฮ ออมแรงไว้สิงหา.ดีกว่า โหรบอกว่า "องศายังไม่ถึงครับ".
เปลวสีทอง
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
คุณเลือกทางใหน
มีเด็กกลุ่มหนึ่งเล่นกันใกล้รางรถไฟ 2 ราง
รางหนึ่งอยู่ในระหว่างการใช้งาน ในขณะที่อีกรางหนึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว
มีเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้นที่เล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
ส่วนเด็กที่เหลือนั่งเล่นอยู่บนรางที่ยังใช้งานอยู่
เมื่อรถไฟแล่นมา คุณอยู่ใกล้ๆที่สับรางรถไฟ
คุณสามารถเปลี่ยนทางรถไฟไปยังรางที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อช่วยชีวิตเด็กส่วนใหญ่
แต่นั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของเด็กคนที่เล่นอยู่บนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
หรือคุณเลือกจะปล่อยให้รถไฟวิ่งทางเดิม?
ลองหยุดคิดสักนิด มีทางเลือกใดที่เราสามารถตัดสินใจได้
คุณต้องทำการตัดสินใจก่อนที่จะอ่านต่อไป
รถไฟไม่สามารถหยุดรอให้คุณไตร่ตรองได้
คนส่วนมากอาจเลือกที่จะเปลี่ยนทางรถไฟ และยอมสละชีวิตของเด็กคนนั้น
ผมคิดว่า คุณก็อาจจะคิดเช่นเดียวกัน
แน่นอน ตอนแรกผมก็คิดเช่นนี้เพราะการช่วยชีวิตเด็กส่วนมาก
ด้วยการเสียสละชีวิตเด็กหนึ่งคนนั้นดูสมเหตุผลทั้งทางศีลธรรมและความรู้สึก
แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเด็กที่เลือกเล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ที่จริงเขาได้ตัดสินใจถูกต้อง ที่จะเล่นในสถานที่ๆปลอดภัยแล้วต่างหาก
แต่ทว่า เขากลับต้องเสียสละชีวิตให้กับเพื่อนที่ไม่ใส่ใจ และเลือกที่จะเล่นในที่อันตราย
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวัน
ในสถานที่ทำงาน ย่านชุมชน การเมืองโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย
คนกลุ่มน้อยมักจะถูกเสียสละให้กับผลประโยชน์ของคนหมู่มาก
แม้ว่าคนกลุ่มน้อยจะฉลาด มองการณ์ไกล และคนหมู่มากจะโง่เง่า ไม่ใส่ใจก็ตาม
เด็กคนที่เลือกที่จะไม่เล่นบนรางที่อยู่ในการใช้งานตามเพื่อนๆของเขา
และคงไม่มีใครเสียน้ำตาให้หากเขาต้องสละชีวิตก็ตาม
เพื่อนที่ส่งต่อเรื่องนี้มาบอกว่า เขาจะไม่พยายามเปลี่ยนเส้นทางรถไฟ
เพราะเขาเชื่อว่าเด็กที่เล่นอยู่บนรางที่อยู่ในการใช้งานย่อมรู้ดีว่า รางนั้นยังอยู่ในระหว่างการ
ใช้งาน
และพวกเขาควรจะหลบออกมาเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหวูดรถไฟ
ถ้าทางรถไฟถูกเปลี่ยน เด็กหนึ่งคนนั้นต้องตายอย่างแน่นอน
เพราะเขาไม่เคยคิดว่ารถไฟจะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนั้น
นอกจากนั้น รางที่ไม่ได้ถูกใช้งานอาจเป็นเพราะรางนั้นไม่ปลอดภัย
ถ้ารถไฟถูกเปลี่ยนเส้นทางมาที่รางนี้ เราทำให้ชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย
ในขณะที่คุณพยายามช่วยชีวิตเด็กจำนวนหนึ่งโดยการสละชีวิตเด็กหนึ่งคน
อาจกลายเป็นการสังเวยชีวิตผู้คนนับร้อยก็เป็นได้
เรารู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบาก บางครั้งเราอาจลืมไปว่า
การตัดสินใจอันรวดเร็วใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
จำไว้ว่า สิ่งที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่นิยมปฎิบัติ
และสิ่งที่เป็นที่นิยม ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป
ทุกๆคนสามารถทำสิ่งผิดพลาดได้
และนั่นคือเหตุผลที่เขาใส่ยางลบไว้ที่ปลายของดินสอ
รางหนึ่งอยู่ในระหว่างการใช้งาน ในขณะที่อีกรางหนึ่งไม่ได้ใช้งานแล้ว
มีเพียงเด็กคนเดียวเท่านั้นที่เล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
ส่วนเด็กที่เหลือนั่งเล่นอยู่บนรางที่ยังใช้งานอยู่
เมื่อรถไฟแล่นมา คุณอยู่ใกล้ๆที่สับรางรถไฟ
คุณสามารถเปลี่ยนทางรถไฟไปยังรางที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อช่วยชีวิตเด็กส่วนใหญ่
แต่นั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของเด็กคนที่เล่นอยู่บนรางที่ไม่ได้ใช้งาน
หรือคุณเลือกจะปล่อยให้รถไฟวิ่งทางเดิม?
ลองหยุดคิดสักนิด มีทางเลือกใดที่เราสามารถตัดสินใจได้
คุณต้องทำการตัดสินใจก่อนที่จะอ่านต่อไป
รถไฟไม่สามารถหยุดรอให้คุณไตร่ตรองได้
คนส่วนมากอาจเลือกที่จะเปลี่ยนทางรถไฟ และยอมสละชีวิตของเด็กคนนั้น
ผมคิดว่า คุณก็อาจจะคิดเช่นเดียวกัน
แน่นอน ตอนแรกผมก็คิดเช่นนี้เพราะการช่วยชีวิตเด็กส่วนมาก
ด้วยการเสียสละชีวิตเด็กหนึ่งคนนั้นดูสมเหตุผลทั้งทางศีลธรรมและความรู้สึก
แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่าเด็กที่เลือกเล่นบนรางที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ที่จริงเขาได้ตัดสินใจถูกต้อง ที่จะเล่นในสถานที่ๆปลอดภัยแล้วต่างหาก
แต่ทว่า เขากลับต้องเสียสละชีวิตให้กับเพื่อนที่ไม่ใส่ใจ และเลือกที่จะเล่นในที่อันตราย
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวัน
ในสถานที่ทำงาน ย่านชุมชน การเมืองโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย
คนกลุ่มน้อยมักจะถูกเสียสละให้กับผลประโยชน์ของคนหมู่มาก
แม้ว่าคนกลุ่มน้อยจะฉลาด มองการณ์ไกล และคนหมู่มากจะโง่เง่า ไม่ใส่ใจก็ตาม
เด็กคนที่เลือกที่จะไม่เล่นบนรางที่อยู่ในการใช้งานตามเพื่อนๆของเขา
และคงไม่มีใครเสียน้ำตาให้หากเขาต้องสละชีวิตก็ตาม
เพื่อนที่ส่งต่อเรื่องนี้มาบอกว่า เขาจะไม่พยายามเปลี่ยนเส้นทางรถไฟ
เพราะเขาเชื่อว่าเด็กที่เล่นอยู่บนรางที่อยู่ในการใช้งานย่อมรู้ดีว่า รางนั้นยังอยู่ในระหว่างการ
ใช้งาน
และพวกเขาควรจะหลบออกมาเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหวูดรถไฟ
ถ้าทางรถไฟถูกเปลี่ยน เด็กหนึ่งคนนั้นต้องตายอย่างแน่นอน
เพราะเขาไม่เคยคิดว่ารถไฟจะเปลี่ยนมาใช้เส้นทางนั้น
นอกจากนั้น รางที่ไม่ได้ถูกใช้งานอาจเป็นเพราะรางนั้นไม่ปลอดภัย
ถ้ารถไฟถูกเปลี่ยนเส้นทางมาที่รางนี้ เราทำให้ชีวิตของผู้โดยสารทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย
ในขณะที่คุณพยายามช่วยชีวิตเด็กจำนวนหนึ่งโดยการสละชีวิตเด็กหนึ่งคน
อาจกลายเป็นการสังเวยชีวิตผู้คนนับร้อยก็เป็นได้
เรารู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันยากลำบาก บางครั้งเราอาจลืมไปว่า
การตัดสินใจอันรวดเร็วใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
จำไว้ว่า สิ่งที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่นิยมปฎิบัติ
และสิ่งที่เป็นที่นิยม ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป
ทุกๆคนสามารถทำสิ่งผิดพลาดได้
และนั่นคือเหตุผลที่เขาใส่ยางลบไว้ที่ปลายของดินสอ
วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2551
จดหมายถึงโชติ...
โชติศักดิ์เอ๋ย!!! โลกใบนี้มีความเสมอภาคจริงหรือ? คุณต้องการความเสมอภาคทุกเรื่องเลยหรือ? สิทธิเสรีภาพที่คุณไขว้คว้าเรียกร้องนั้นมันต้องทุกเรื่องเลยหรือ? คุณต้องการอะไร? สิ่งที่คุณเรียกร้องนี้แค่สิทธิเสรีภาพเท่านั้น จริงหรือ? มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และตราบใดที่คุณยังอยู่ในสังคม ธรรมชาติย่อมสร้างกฏของสังคม เป็นสัจธรรมหรือความจริง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาบ่มเพาะอย่างยาวนาน มีที่มาที่ไป
ความจริงโดย ธรรมชาติ ก็คือ คุณจึงอย่าหวังว่าสิทธิและเสรีภาพของคุณจะไม่มีข้อจำกัด นอกเสียจากว่าคุณจะละทิ้งสังคม แล้วใช้ชีวิตอยู่คนเดียว นั่นสิ สังคมจึงจะไม่มีอิทธิพลต่อคุณ และคุณจะได้ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม? .....คุณเป็นนักศึกษา ลองหาหนังสือหรือตำราทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมที่หลอมรวมบรรพบุรุษของเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไทยได้และต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง บทเรียนความช้ำใจก็เพราะคนไทยไม่รักกัน ประเด็นเล็กน้อยแต่สร้างความแตกแยกได้มหาศาล....
หากคุณจะรักและเทิดทูน ใครสักคน มันมีที่มาที่ไปและต้องใช้เวลาบ่มเพาะทางความรู้สึกอย่างยาวนาน อย่างแรก คนที่คุณจะรักต้องเป็นคนดี และทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม คุณมองเห็น ถามว่าทำไมเราต้องรักและเทิดทูนกษัตริย์ มองด้วยใจเป็นธรรม วิเคราะห์ด้วยภูมิความรู้แห่งตน ก็เพราะท่านเป็นคนดี ชีวิตท่านทำเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคมของเรา ซึ่งก็คือ “ชาติไทย” ..........หากสิ้นชาติไทยแล้วไซร้ สิทธิเสรีภาพของพวกคุณมันจะมีอยู่จริงหรือ?.
คุณไขว่คว้าสิทธิเสรีภาพและ ความเสมอภาพ ซึ่งมันไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ลองตรองดูหากทุกคนมีอิสระที่จะทำสิ่งใดก็ได้ตามใจ สังคมจะเป็นเยี่ยงไร จะสับสนอลหม่านเพียงไหน ............อย่าคิดว่าสิ่งที่เราทำเพื่อกษัตริย์มากมาย เป็นการให้อภิสิทธิ์แก่ท่าน แต่โปรดรับรู้ไว้ว่า สิ่งนั้นคือการเทิดทูนยกย่องคนดี ด้วยความต็มใจ เป็นแบบอย่างให้อนุชนได้รับรู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สังคมต้องมีหลักยึดเหนี่ยว สังคมต้องมีศูนย์รวม หากปราศจากศูนย์รวมแล้วไซร้ สังคมไทยย่อมแตกแยก มลายลง นั่นคือกลียุค.....
ทุก วันนี้นักการเมืองมากมาย นายทุนทั้งหลาย ก็พวกอภิสิทธิ์ชนทั้งนั้น ขายชาติ ปล้นประชาชน โกงกินสารพัด ไม่เห็นคุณจะไปเรียกร้องสิ่งใดหรือหาทางรณรงค์จัดการกับคนพวกนี้ โชติศักดิ์เอ๋ย!!! ถามว่าคนพวกนี้เท่าเทียมกับพวกเราจริงหรือ? ................ระหว่างที่เราต้องยอมสยบให้นักการเมืองและนายทุนเลวๆใน สังคม กับการที่เราจะยกย่องและเทิดทูนคนดีที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเอง นอกจากทำเพื่อชาติและประชาชน สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แผ่นดิน... ผมขอเลือกอย่างหลังด้วยความเต็มใจ แล้วคุณล่ะ จะเลือกสิ่งไร?
ตลอด ชีวิตของคุณที่ผ่านมา อย่าปฏิเสธเลยว่าคุณมิได้รับรู้ว่าท่านเป็นเช่นไร .......แต่เพราะอคติในใจคุณ และเพราะ............อีกหลายๆอย่างที่คุณย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าคุณทำเพื่อสิ่ง ไร? ขบวนการของคุณ อุดมการณ์ของคุณ กำลังย่ำยีชาติไทยและหัวใจของคนไทย วันนี้คุณอาจจะไม่รักท่านด้วยใจ ก็ไม่เป็นไร แต่คุณสามารถมองได้ด้วยธรรมในใจคุณ หากคุณยังพอจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง คุณต้องใช้เหตุผลในการมอง เปรียบเทียบดู กับสิ่งที่ท่านทำเพื่อสังคมเพื่อชาติไทยของเรา และสิ่งที่คุณพอจะทำให้ท่านได้บ้างด้วยการยกย่องเทิดทูนท่าน แสดงความเคารพในบุคคลที่ควรเคารพ มันยากและลำบากนักหรือ? ......
สังคม ไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย หากคุณก้าวพลาดก็จงถอยหลังกลับมา.......อย่าตกเป็นเครื่องมือของใคร ลดอคติในใจคุณ มองทุกอย่างกลางๆ ทางสายกลาง คือทางแห่งเหตุผลและปัญญา .........ยอมรับว่าคุณมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ แต่วิเคราะห์ให้คุณเห็นว่า สิทธิและเสรีภาพอันน้อยนิดที่คุณต้องการนั้น สร้างปัญหาให้กับสังคมและประเทศชาติได้มากมาย คุณยังจะต้องการมันอีกหรือ เมื่อคุณชั่งน้ำหนักแล้วว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นมีโทษมากกว่ามีคุณ .........
โชติศักดิ์เอ๋ย!!! ประเทศชาติต้องการความกล้าของคุณ แต่คุณต้องปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ คุณเป็นคนมีพลัง โปรดจงใช้พลัง เพื่อตอบแทนคุณของแผ่นดิน โปรดช่วยดึงพี่น้องผองพี่ที่ตกอยู่ในขบวนการเบื้องหลังคุณคืนมา คืนมาให้สังคม ปรับเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อออกมาจากความหลงผิด ......ร่วมกันสร้างความสามัคคีให้สังคม พลังของคุณยังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ได้โปรดช่วยกันทำลายและเปิดโปงขบวนการที่ชักนำคุณมา .......คุณรู้อยู่ว่าขบวนการนี้มีใครบ้าง ณ เวลานี้คุณมีโอกาสแก้ตัวและตอบแทนแผ่นดินไทยแล้ว ด้วยการเลิกสร้างความแตกแยก และหาทางหยุดยั้งขบวนการที่ทำลายสังคมไทย...พาผู้หลงผิดกลับคืนมา ....
อย่า เถียงและอย่าเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพจอมปลอมกันนักเลย แต่โปรดใช้ปัญญาตรองดู ว่าการกระทำสิ่งใดจะทำให้สังคมสงบสุข.....หากคุณเป็นพุทธศาสนิกชน โปรดรู้ไว้ว่า ความกตัญญูกตเวที นำมาซึ่งความเจริญ และความอกตัญญูนั้นนำมาซึ่งความเสื่อม การสร้างความแตกแยกให้กับสังคม การหลงมัวเมาอยู่กับความเชื่อที่มีโทษมากกว่ามีคุณ การปล่อยตัวไปกับอคติ เหล่านี้ ล้วนเป็น “บาป” ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น คุณจะสะสม “บาป” ไปทำไม
หาก คุณต้องการจะฝากชื่อในแผ่นดินนี้ คุณต้องทำความดีให้ปรากฏ สังคมไทยก็พร้อมจะยกย่องคุณ ....มันขึ้นอยู่กับคุณว่าต้องการ “การยกย่องสรรเสริญ” หรือการ “สาปแช่ง” ผมมิได้มิอคติกับคุณ เพียงแต่อยากช่วยชี้ทางสว่างและดึงคุณกลับมา เพราะคุณกำลังหลงทาง ......โชติศักดิ์เอ๋ย!!! โปรดใช้ปัญญาคิด ตรองดู เลิกสร้างความแตกแยก และหาทางหยุดยั้งขบวนการที่ทำลายสังคมไทย...พาผู้หลงผิดกลับคืนมา หากคุณทำได้ คุณนั่นแหละคือฮีโร่ตัวจริง .......แต่....หากทำไม่ได้....โปรดจงรู้ไว้ว่า “บาป” จะตามติดตัวคุณไป ตลอดกาล.....
จากสัญญา โศภาอรุณรุ่ง (ศิษย์เก่า มธ.)
สัญญา โศภาอรุณรุ่ง / sanyas@ratchgen.co.th
ความจริงโดย ธรรมชาติ ก็คือ คุณจึงอย่าหวังว่าสิทธิและเสรีภาพของคุณจะไม่มีข้อจำกัด นอกเสียจากว่าคุณจะละทิ้งสังคม แล้วใช้ชีวิตอยู่คนเดียว นั่นสิ สังคมจึงจะไม่มีอิทธิพลต่อคุณ และคุณจะได้ไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม? .....คุณเป็นนักศึกษา ลองหาหนังสือหรือตำราทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมที่หลอมรวมบรรพบุรุษของเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไทยได้และต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง บทเรียนความช้ำใจก็เพราะคนไทยไม่รักกัน ประเด็นเล็กน้อยแต่สร้างความแตกแยกได้มหาศาล....
หากคุณจะรักและเทิดทูน ใครสักคน มันมีที่มาที่ไปและต้องใช้เวลาบ่มเพาะทางความรู้สึกอย่างยาวนาน อย่างแรก คนที่คุณจะรักต้องเป็นคนดี และทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม คุณมองเห็น ถามว่าทำไมเราต้องรักและเทิดทูนกษัตริย์ มองด้วยใจเป็นธรรม วิเคราะห์ด้วยภูมิความรู้แห่งตน ก็เพราะท่านเป็นคนดี ชีวิตท่านทำเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคมของเรา ซึ่งก็คือ “ชาติไทย” ..........หากสิ้นชาติไทยแล้วไซร้ สิทธิเสรีภาพของพวกคุณมันจะมีอยู่จริงหรือ?.
คุณไขว่คว้าสิทธิเสรีภาพและ ความเสมอภาพ ซึ่งมันไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ลองตรองดูหากทุกคนมีอิสระที่จะทำสิ่งใดก็ได้ตามใจ สังคมจะเป็นเยี่ยงไร จะสับสนอลหม่านเพียงไหน ............อย่าคิดว่าสิ่งที่เราทำเพื่อกษัตริย์มากมาย เป็นการให้อภิสิทธิ์แก่ท่าน แต่โปรดรับรู้ไว้ว่า สิ่งนั้นคือการเทิดทูนยกย่องคนดี ด้วยความต็มใจ เป็นแบบอย่างให้อนุชนได้รับรู้ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สังคมต้องมีหลักยึดเหนี่ยว สังคมต้องมีศูนย์รวม หากปราศจากศูนย์รวมแล้วไซร้ สังคมไทยย่อมแตกแยก มลายลง นั่นคือกลียุค.....
ทุก วันนี้นักการเมืองมากมาย นายทุนทั้งหลาย ก็พวกอภิสิทธิ์ชนทั้งนั้น ขายชาติ ปล้นประชาชน โกงกินสารพัด ไม่เห็นคุณจะไปเรียกร้องสิ่งใดหรือหาทางรณรงค์จัดการกับคนพวกนี้ โชติศักดิ์เอ๋ย!!! ถามว่าคนพวกนี้เท่าเทียมกับพวกเราจริงหรือ? ................ระหว่างที่เราต้องยอมสยบให้นักการเมืองและนายทุนเลวๆใน สังคม กับการที่เราจะยกย่องและเทิดทูนคนดีที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเอง นอกจากทำเพื่อชาติและประชาชน สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แผ่นดิน... ผมขอเลือกอย่างหลังด้วยความเต็มใจ แล้วคุณล่ะ จะเลือกสิ่งไร?
ตลอด ชีวิตของคุณที่ผ่านมา อย่าปฏิเสธเลยว่าคุณมิได้รับรู้ว่าท่านเป็นเช่นไร .......แต่เพราะอคติในใจคุณ และเพราะ............อีกหลายๆอย่างที่คุณย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าคุณทำเพื่อสิ่ง ไร? ขบวนการของคุณ อุดมการณ์ของคุณ กำลังย่ำยีชาติไทยและหัวใจของคนไทย วันนี้คุณอาจจะไม่รักท่านด้วยใจ ก็ไม่เป็นไร แต่คุณสามารถมองได้ด้วยธรรมในใจคุณ หากคุณยังพอจะมีหลงเหลืออยู่บ้าง คุณต้องใช้เหตุผลในการมอง เปรียบเทียบดู กับสิ่งที่ท่านทำเพื่อสังคมเพื่อชาติไทยของเรา และสิ่งที่คุณพอจะทำให้ท่านได้บ้างด้วยการยกย่องเทิดทูนท่าน แสดงความเคารพในบุคคลที่ควรเคารพ มันยากและลำบากนักหรือ? ......
สังคม ไทยเป็นสังคมแห่งการให้อภัย หากคุณก้าวพลาดก็จงถอยหลังกลับมา.......อย่าตกเป็นเครื่องมือของใคร ลดอคติในใจคุณ มองทุกอย่างกลางๆ ทางสายกลาง คือทางแห่งเหตุผลและปัญญา .........ยอมรับว่าคุณมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ แต่วิเคราะห์ให้คุณเห็นว่า สิทธิและเสรีภาพอันน้อยนิดที่คุณต้องการนั้น สร้างปัญหาให้กับสังคมและประเทศชาติได้มากมาย คุณยังจะต้องการมันอีกหรือ เมื่อคุณชั่งน้ำหนักแล้วว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นมีโทษมากกว่ามีคุณ .........
โชติศักดิ์เอ๋ย!!! ประเทศชาติต้องการความกล้าของคุณ แต่คุณต้องปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ คุณเป็นคนมีพลัง โปรดจงใช้พลัง เพื่อตอบแทนคุณของแผ่นดิน โปรดช่วยดึงพี่น้องผองพี่ที่ตกอยู่ในขบวนการเบื้องหลังคุณคืนมา คืนมาให้สังคม ปรับเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อออกมาจากความหลงผิด ......ร่วมกันสร้างความสามัคคีให้สังคม พลังของคุณยังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ได้โปรดช่วยกันทำลายและเปิดโปงขบวนการที่ชักนำคุณมา .......คุณรู้อยู่ว่าขบวนการนี้มีใครบ้าง ณ เวลานี้คุณมีโอกาสแก้ตัวและตอบแทนแผ่นดินไทยแล้ว ด้วยการเลิกสร้างความแตกแยก และหาทางหยุดยั้งขบวนการที่ทำลายสังคมไทย...พาผู้หลงผิดกลับคืนมา ....
อย่า เถียงและอย่าเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพจอมปลอมกันนักเลย แต่โปรดใช้ปัญญาตรองดู ว่าการกระทำสิ่งใดจะทำให้สังคมสงบสุข.....หากคุณเป็นพุทธศาสนิกชน โปรดรู้ไว้ว่า ความกตัญญูกตเวที นำมาซึ่งความเจริญ และความอกตัญญูนั้นนำมาซึ่งความเสื่อม การสร้างความแตกแยกให้กับสังคม การหลงมัวเมาอยู่กับความเชื่อที่มีโทษมากกว่ามีคุณ การปล่อยตัวไปกับอคติ เหล่านี้ ล้วนเป็น “บาป” ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น คุณจะสะสม “บาป” ไปทำไม
หาก คุณต้องการจะฝากชื่อในแผ่นดินนี้ คุณต้องทำความดีให้ปรากฏ สังคมไทยก็พร้อมจะยกย่องคุณ ....มันขึ้นอยู่กับคุณว่าต้องการ “การยกย่องสรรเสริญ” หรือการ “สาปแช่ง” ผมมิได้มิอคติกับคุณ เพียงแต่อยากช่วยชี้ทางสว่างและดึงคุณกลับมา เพราะคุณกำลังหลงทาง ......โชติศักดิ์เอ๋ย!!! โปรดใช้ปัญญาคิด ตรองดู เลิกสร้างความแตกแยก และหาทางหยุดยั้งขบวนการที่ทำลายสังคมไทย...พาผู้หลงผิดกลับคืนมา หากคุณทำได้ คุณนั่นแหละคือฮีโร่ตัวจริง .......แต่....หากทำไม่ได้....โปรดจงรู้ไว้ว่า “บาป” จะตามติดตัวคุณไป ตลอดกาล.....
จากสัญญา โศภาอรุณรุ่ง (ศิษย์เก่า มธ.)
สัญญา โศภาอรุณรุ่ง / sanyas@ratchgen.co.th
วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2551
ถ้าคุณเป็นภรรยา...แล้วเจอเรื่องแบบนี้..จะทำยังไง
ดิฉันแต่งงานเมื่อ พ.ศ. 2534
และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวนและลูกชายอย่างละคน
ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 110 ตารางวา บนถนนแจ้งวัฒนะ
ดิฉันมีน้องสาว 1 คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว ตอนหลังเค้าเลิกกัน
เขามาหาดิฉัน
ดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน แต่ว่ามาคนเดียวนะคะ ส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา
และได้อยู่กินกับสามีด้วยดีจนมีลูกสาวนและลูกชายอย่างละคน
ชีวิตก็มีความสุขดี มีรถยนต์ มีบ้านในเนื้อที่ 110 ตารางวา บนถนนแจ้งวัฒนะ
ดิฉันมีน้องสาว 1 คนเค้าไปได้สามีที่มีเมียหลวงอยู่แล้ว ตอนหลังเค้าเลิกกัน
เขามาหาดิฉัน
ดิฉันก็ให้น้องสาวมาอยู่ด้วยกัน แต่ว่ามาคนเดียวนะคะ ส่วนลูกๆอยู่กับสามีเขา
น้องสาวมาอยู่กับดิฉันได้หลายปี *จนมาวันหนึ่งหัวใจดิฉันเกือบสลาย*
คือสามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น. และในเวลา 00.45 น.
ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้ว
คือสามีดิฉันจะเลิกงานเวลา 24.00 น. และในเวลา 00.45 น.
ดิฉันได้ยินเสียงรถของสามีมาถึงบ้านแล้ว
แต่ดิฉันหลับต่อมาตกใจตื่นตอนตี 2 กว่านิด หน่อย ไม่เห็นสามีนอนอยู่
ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี ใจหายวาบ
รีบลงมาที่โซฟาข้างล่างก็ไม่มี รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน
*มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่*
ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก *เหลืออยู่ห้องเดียวคือ...ห้องน้องสาว..*ของดิฉัน
ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน หัวใจเต้นแรงผิดปกติ อยากจะเป็นลม
แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติคิดในใจว่า
ถ้าเขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร
ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาว น้ำตาจะไหล นึกในใจว่า จะทำอย่างไร?
เราจะทำอย่างไรดี ลูกก็ยังเล็ก ดิฉันตัดสินใจ?เลิก?
แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่นส่วนดิฉันจะอยู่กับลูก
คือยกสามีให้น้องสาวไปถ้าเขารักกัน
จนประมาณตี 3 กว่าๆ ดิฉันในใจว่าถ้าดิฉันโทรฯ เข้ามือถือเขา
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาวแน่ๆเลย
เป็นไงเป็นกันดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ
ใจดิฉันเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมาข้างนอก
ดิฉันยืนแอบอยู่หน้าห้องน้องสาว....
แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากในห้องของน้องแต่โทรฯติด
เขาอยู่ใหน?
ฮัลโหล??
เธออยู่ไหน? ดิฉันตวาด
ลุกขึ้นไปดูที่ห้องลูกๆก็ไม่มี ในห้องน้ำก็ไม่มี ใจหายวาบ
รีบลงมาที่โซฟาข้างล่างก็ไม่มี รถยนต์ก็จอดอยู่แต่สามีดิฉันไปไหน
*มองที่ประตูบ้านก็ใส่กลอนอยู่*
ดิฉันหัวใจเต้นแรงมาก *เหลืออยู่ห้องเดียวคือ...ห้องน้องสาว..*ของดิฉัน
ดิฉันเดินไปเปิดไฟจนสว่างทั่วบ้าน หัวใจเต้นแรงผิดปกติ อยากจะเป็นลม
แล้วมองไปที่ห้องของน้องสาวแล้วพยายามตั้งสติคิดในใจว่า
ถ้าเขาเดินออกมาจากห้องนั้นดิฉันจะทำอย่างไร
ดิฉันนั่งมองประตูห้องของน้องสาว น้ำตาจะไหล นึกในใจว่า จะทำอย่างไร?
เราจะทำอย่างไรดี ลูกก็ยังเล็ก ดิฉันตัดสินใจ?เลิก?
แล้วให้เขาไปอยู่กับน้องสาวที่อื่นส่วนดิฉันจะอยู่กับลูก
คือยกสามีให้น้องสาวไปถ้าเขารักกัน
จนประมาณตี 3 กว่าๆ ดิฉันในใจว่าถ้าดิฉันโทรฯ เข้ามือถือเขา
แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ต้องดังออกมาจากห้องน้องสาวแน่ๆเลย
เป็นไงเป็นกันดิฉันตัดสินใจโทรฯแล้วก็ติดจริงๆค่ะ
ใจดิฉันเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมาข้างนอก
ดิฉันยืนแอบอยู่หน้าห้องน้องสาว....
แต่เอ๊ะไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากในห้องของน้องแต่โทรฯติด
เขาอยู่ใหน?
ฮัลโหล??
เธออยู่ไหน? ดิฉันตวาด
อยู่ในรถจ้ะ ก็เธอใส่กลอนในบ้าน เข้าบ้านไม่ได้ ช่วยเปิดให้ หน่อย สิจ้ะ ?
เฮ้อเบื่อตัวเองจริงๆ
---
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)