วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

Manager VS Leader ต่างกันอย่างไร

'หัวหน้า' คือ คำหรือตำแหน่งที่ใช้เรียกคนที่เราต้องทำงานภายใต้การควบคุมของเขา ถ้าเป็นคำไทยๆ ก็คือ 'เจ้านาย' นั่นเอง
แต่ในคำว่าหัวหน้าหรือเจ้านาย ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกัน ครั้งนี้เราจะพูดถึงหัวหน้า 2 ประเภท

        ประเภทแรก เรียกว่า Manager ซึ่งก็คือ ผู้จัดการ หัวหน้าแบบนี้คือ ผู้ที่ทำหน้าที่จัดการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามจุดหมายของงานที่ตั้งไว้ แมเนเจอร์จะเน้นที่ตัวงานเป็นสำคัญ อะไรจะเกิดขึ้นไม่เป็นไร ขอให้งานลุล่วงสำเร็จเรียบร้อยตามเป้าหมายเป็นพอ ไม่ยอมให้งานผิดพลาดเด็ดขาด คือ 'มุ่งพัฒนาตัวเนื้องาน' เป็นหลัก

        ประเภทที่สอง เรียกว่า Leadership คือ หัวหน้าที่มีภาวะความเป็นผู้นำอยู่ในตัวสูง ให้ความสำคัญกับการทำงานระหว่างผู้คน ช่วยดึงศักยภาพของผู้อื่นให้ออกมาใช้อย่างเต็มที่ ให้โอกาสในการตัดสินใจ ไม่ออกคำสั่งเพื่อให้ทำตาม จนมีคำกล่าวว่า ผู้นำก็คือคนที่พยายามทำให้ผู้ตามกลายมาเป็นผู้นำคนต่อไป ยินยอมให้งานผิดพลาดได้ ในขณะที่คนทำงานได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น คือ 'มุ่งพัฒนาขีดความสามารถของคน' เป็นหลัก

        ฉะนั้นแล้ว หัวหน้าบางคนอาจทำงานเก่งเรื่องจัดการงานต่างๆ ได้ดี แต่ไม่มีความเป็นผู้นำอยู่ในตัว ไม่มีคนเคารพเชื่อฟัง ไม่ได้ใจลูกน้องหรือทีมงาน ซึ่งตรงข้ามกับคนทำงานบางคนที่อาจไม่ใช่ระดับหัวหน้างาน แต่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัว จะพูดหรือ จะทำอะไรก็มักจะมีคนเชื่อฟังสนับสนุนพร้อมทำตามอย่างเต็มใจ แม้จะทำงานระดับเท่ากัน แต่อาจให้ความเคารพเชื่อฟังมากกว่าหัวหน้าของตนเองเสียอีก พูดอีกแบบให้ง่ายขึ้นก็คือ คนที่เป็นระดับ Manager ทุกคนไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Leader ที่ดีได้เสมอไป แต่คนระดับต่ำกว่า Manager บางคนสามารถเป็น Leader ที่ดีได้

ความเป็น 'ผู้นำ' กับ 'ผู้จัดการหัวหน้างาน' จึงเป็นคนละเรื่องนั่นเอง ลองสำรวจตัวเองว่าคุณมีความเป็น Manager หรือ Leader มากกว่ากัน ถ้ามีทั้งสองอย่างต้องขอปรบมือให้ดังๆ

Road to Leadership
        บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมกับความเป็นผู้นำอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ความเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องของ 'พรสวรรค์' เฉพาะบุคคล แต่เป็นทักษะที่สร้างขึ้นมาได้ด้วยการฝึกฝน พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และ 3 ข้อนี้คือทักษะที่สำคัญใหญ่ๆสำหรับผู้ที่จะก้าวมาเป็นผู้นำ

เปิดใจให้กว้าง
        ไม่เอาแต่ใจ ไม่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ผู้นำคือคนที่มีหน้าที่ดึงศักยภาพของผู้อื่นให้ออกมาใช้มากที่สุด ไม่ใช่คนคอยแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองต้องการแค่นั้น แล้วเวลาประชุมหรือระดมความคิดเห็นก็ต้องรับฟังอย่างจริงใจ ไม่ใช่ บอกว่าให้ทุกคนออกความเห็นแต่ตัวเองมีสิ่งที่ต้องการหรือคำตอบสุดท้ายอยู่ในใจอยู่แล้ว แบบนี้จะขอความคิดเห็นจากผู้อื่นไปทำไมให้เสียเวลา และถ้าทำแบบนี้บ่อยๆลูกน้องก็จะไม่อยากเข้าประชุม และไม่อยากออกความเห็นเพราะรู้ว่าสุดท้ายหัวหน้าก็จะเอาสิ่งที่ตัวเองคิดเหมือนเดิม

พร้อมเสี่ยงกับลูกน้องหรือทีมงาน
        มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ไปไหนไปกัน เฮไหนเฮนั่น นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของผู้นำ หนึ่งในหน้าที่ของผู้นำก็คือสร้างให้ผู้ตามกลายมาเป็นผู้นำในอนาคต ฉะนั้นเราต้องเปิดโอกาสกล้าให้เขาตัดสินใจเรื่องสำคัญๆบ้างตามโอกาสอำนวย แล้วคอยดูว่าผลจะเป็นยังไง มันอาจจะดีและไม่ดีก็ได้ แต่ถ้าการตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลดีมาก นั่นเท่ากับว่าคุณให้โอกาสครั้งสำคัญแก่เขาในการแสดงความสามารถ และเขาก็คงซึ้งในน้ำใจคุณเช่นกันที่ช่วยทำให้ตัวเขาเกิดความมั่นใจในการทำงานเพิ่มขึ้น และคนอื่นก็จะรู้ว่าคุณเป็นคนให้โอกาสคน สนับสนุนผู้อื่น ไม่ใช่เป็นพวกสกัดดาวรุ่งแน่ๆ ใครก็อยากมาทำงานกับหัวหน้าที่ส่งเสริมลูกน้องแบบนี้ทั้งนั้นแหละ

กล้ารับความล้มเหลว
        ข้อนี้ยิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าคุณให้โอกาสลูกน้องทำงานแล้วเกิดผิดพลาด คุณต้องไม่โยนหรือปล่อยความผิดให้ลูกน้องเป็นผู้รับไปเต็มๆคนเดียว คุณต้องให้กำลังใจอย่าปล่อยให้ลูกน้องเสียขวัญ ใครๆก็ทำผิดได้ ทุกคนต้องเคยทำอะไรผิดมาแล้วทั้งนั้น อย่าลืมว่าคนไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลยต่างหาก และถ้าคุณเป็นคนแรกที่ก้าวออกมายอมรับความผิดพลาดในฐานะหัวหน้าไม่ว่างานนั้นคุณอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยมากนัก แต่รับผิดด้วยหน้าที่ รับรองได้เลยว่าครั้งต่อไปทีมงานของคุณจะคิดอย่างรอบคอบ ใส่ใจตั้งใจทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและส่งผลกระทบไปถึงหัวหน้าได้อีก นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว คุณน่าจะกลายมาเป็นที่ชื่นชมของคนอื่นอีกด้วย

        นอกจาก 3 เรื่องนี้แล้วคุณก็อาจจะพัฒนาตนเองในคุณสมบัติอื่นอีกเช่น การควบคุมอารมณ์ ความเป็นกลางยุติธรรม ต้องยืนอยู่กับความจริง วางเป้าหมายและลำดับความสำคัญให้ชัดเจน มีการติดตามงาน ให้รางวัลผู้ทำงานดี และต้องรู้จักตนเองให้ดีด้วย เหล่านี้ก็จะทำให้คุณกลายมาเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ทายนิสัยจากการตด

ตดบอกได้ว่าเป็นคนแบบไหน ตามตำราโบราณของชาวจีน ได้มีการบันทึกการดูบุคลิกของคน จากการตดเอาไว้มากมาย   วันนี้เราลองมาดม... เออ.!!!... ลองมาดูสิว่า เป็นจริงไหม???

 
1. คนใจเย็น - คนที่กลั้นตดจนถึงจุดระเบิด
2. คนขี้อวด - คนที่ตดดังสนั่น แล้วยืนหัวเราะชอบใจ
3. คนไม่จริงใจ - คนที่ตด แล้วหันไปมองหน้าเด็ก
4. คนงก - คนที่ชอบยืนดมตดตัวเอง
5. คนโชคร้าย - คนที่ตด ขณะเอามือตบโต๊ะไปด้วยแต่พลาดจังหวะ(ซวย)
6. คนซาดิสต์ - คนที่ตดในผ้าห่มแล้วกดหัวแฟนตัวเองไปดม
7. คนเจ้าเล่ห์ - คนที่ตดพร้อมกับไอกระแอมเบาๆ
8. คนสุภาพ - คนที่กล่าวคำขอโทษ ก่อนและหลัง การตด(ทั้งๆที่อยู่คนเดียว)
9. คนมั่งคั่ง - คนที่ตดอย่างสม่ำเสมอ เป็นจังหวะ และยาวนาน
10. คนใจร้าย - คนที่ตดไม่มีเสียง แต่เหม็นโคตร
11. คนดีแต่พูด - คนที่ตดโคตรดัง แต่ไม่มีกลิ่น(เน้นการใช้เสียงเพื่อขู่ศัตรู)
12. คนหลายใจ - คนที่ตด ขี้ เยี่ยว ไปพร้อมๆกันในเวลาเดียว
13. คนใจบุญ - คนที่ตดอยู่หนือลม
14. นักวิทยาศาตร์ - คนที่ชอบวิเคราะกลิ่นตดว่าอาหารก่อนหน้าประกอบด้วยอะไรบ้าง
15. ผู้ดี - คนที่กลั้นตดไว้เป็นชั่วโมงเพื่อ กลับไปตดที่บ้าน
16. แพทย์ - คนที่ล้างมือ ก่อนและหลังตด

คำเตือน ควรอ่านวันละไม่เกิน 2 ครั้ง เพราะอาจทำตดเรี่ยราดอยู่หน้าคอม...

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551

เรื่องสั้น ขำๆ

1. ชายตาบอดกับหมาคู่ใจ

มีชายตาบอดคนหนึ่งเดินไปตามถนนโดยมีสุนัขคู่ใจนำทาง พอถึงสี่แยกที่มีรถพลุกพล่าน สุนัขเจ้ากรรมกลับเดินดุ่ยๆไปในถนนที่มีรถวิ่งขวักไขว่ ชายตาบอดไม่รู้เรื่อง ก็เดินตามไป ปรากฏว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องเหยียบเบรคกันเอี๊ยดอ๊าด แถมบีบแตรกันดังสนั่นกันไปทั่วทั้งถนน จนแสบแก้วหู เดชะบุญ ที่คนตาบอดและสุนัขคู่ใจก็สามารถเดินข้ามถนนไปได้อย่างปลอดภัย หลังจากยืนสูดหายใจอยู่พักใหญ่ ชายตาบอดก็เอามือล้วงหยิบขนมปังแผ่นโตออกมาจากกระเป๋า และยื่นให้สุนัขคู่ใจ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ก็เกิดความสงสัย จึงเดินตรงรี่เข้าไปถามชายตาบอดว่า
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์: “นี่ท่านยังจะให้รางวัลเจ้าสุนัขตัวนี้อีกรึ มันเกือบจะทำให้ท่านต้องบาดเจ็บนะ”
ชายตาบอดทำท่าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วตอบว่า: “ผมเพียงแต่อยากจะรู้ว่า หัวมันอยู่ตรงไหน จะได้ตบหัวมันได้ถูก”
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์: ???????

2. เคยตัว

เด็กน้อยลูกมหาเศรษฐีระดับโลก คนหนึ่งใช้ชีวิตเติบโตท่ามกลางกลุ่มบอร์ดี้การ์ด กับคำพร่ำสอนของพ่อที่ว่า ไปไหนก็ต้องมีคนอารักขา มิฉะนั้นเจ้าจะมีชะตาชีวิตดั่งเช่นเด็กรวยๆที่ถูกจับไปเรียกค่าไถ่ทั้งหลาย ว่าแล้วก็เปิด V.D.O. ให้ลูกดูทุกเช้าเย็นเกี่ยวกับการจับเด็กไปเรียกค่าไถ่
ใกล้เทศกาลคริสมาสในปีหนึ่ง เด็กรวยรายนี้ก็อยากจะได้จักรยานจากเซนตาคลอส จึงลงมือเขียน จ.ม. ถึงลุงแซนต้าทันที มีใจความว่า “ถึงลุงแซนต้า ผมอยากได้..” เขาเขียนได้แค่นี้ ก็ฉีกจดหมายทิ้ง แล้วเขียนใหม่ว่า “ถึงไอ้หนูแซนตาคลอส ข้าอยากได้ ..”
แล้วเขาก็ฉีกทิ้งอีกเพราะยังไม่ถูกใจ หลังจากที่คิดสักพัก เด็กน้อยก็เอาตุ๊กตากวางแรนเดียร์ ออกมา เอากรรไกรตัดหูข้างหนึ่งใส่ในซอง จ.ม. แล้วเขียนว่า “ถึงไอ้หนูแซนต้า ถ้าแกอยากจะเห็นกวางของแกอีกหล่ะก็..เอาจักรยานมาให้ข้าซะดีๆ” ฮ่ะๆๆๆ


3. มือถือนี้ของใคร?

วันนึงผมไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ใกล้ที่ทำงาน ขณะที่อยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่นั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมหันไปมอง เห็นชายคนนึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นรับสาย และนี่คือบทสนทนาของเขา
"ฮัลโหล”
"หวัดดีค่ะที่รัก ยังอยู่ที่ฟิตเนสเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ”
“ดีจัง ดาวก็ยังอยู่ที่เซ็นทรัลเลยค่ะ เจอเสื้อตัวนึงซ้วยสวย ดาวอยากได้จัง ขอซื้อนะคะ”
“แล้วราคาเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ”
“สองหมื่นกว่าเองค่ะ”
“ก็เอาสิ ถ้าคุณชอบนะ”
“แล้วชั้นล่างเค้าเอาบีเอ็มรุ่นใหม่มาโชว์ สวยมากเลยค่ะ ดาวคุยกับเซลส์แล้ว เค้าบอกถ้าจองวันนี้เค้าจะให้ราคาลดพิเศษสุดเลย…”
“เขาให้ราคาเท่าไหร่ล่ะ”
“สี่ล้านสองเอง”
“โอเค แต่บอกเขาว่าราคานี้ต้องฟูลออปชั่นนะ”
“ดีใจจังเลย แต่ยังมีอีกอย่างค่ะ…”
“อะไรล่ะ”
“คุณอย่าหาว่าดาวยุ่งไม่เข้าท่าเลยนะคะ เมื่อเช้าดาวขับรถผ่านบ้านที่เราเคยไปดูกันเมื่อสองเดือนที่แล้ว ตอนนี้เขากำลังมีโปรโมชั่น ลดราคาลงมาตั้งเยอะแน่ะค่ะ…”
“เท่าไหร่ล่ะ”
“ยี่สิบห้าล้านถ้วน แถม…”
“เงินไม่ใช่น้อยเลยนะนั่น”
“แหมที่รักคะ ราคาเต็มเข้าตั้งสามสิบล้านเชียวนะคะ”
“ผมขอคิดดูหน่อยนะ”
“ที่รักคะ วันนี้โปรโมชั่นวันสุดท้ายแล้ว และสำนักงานขายเค้าก็กำลังจะปิดแล้วด้วย ตอนนี้เซลส์เขารอให้ดาวเขียนเช็คเงินมัดจำให้อยู่น่ะค่ะ”
“ก็แล้วแต่คุณละกัน”
“โอเคนะคะที่รัก วันนี้คุณน่ารักจังขอบคุณค่ะ บ๊ายบาย”
เขาวางโทรศัพท์ไว้บนม้านั่งเหมือนเดิมแล้วถาม




“ใครรู้บ้างครับว่าโทรศัพท์มือถือนี่ของใคร!!?”




4. โอ้…พระเจ้า

ในสมัยย้อนหลังไป 10 ปี มีชายชราคนหนึ่งไปเที่ยวที่ชายหาดชะอำ ขณะกำลังเดินเล่นเลาะไปตามชายหาด ก็มีหญิงสาวสวยในชุดบิกินนี่ นอนอาบแดดที่ชายหาด ชายชราก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวด้วยความมั่นอดมั่นใจ แล้วก็เอ่ยปากกระซิบถามว่า
"อีหนู ลุงขอจับนมหน่อยได้ไหม" ตาแก่ถามแล้วทำหน้าตากระลิ้มกระเลี่ย
"ไปให้พ้นนะ ตาแก่บ้ากาม" หล่อนด่าอย่างไม่แยแส
"ขอจับนมหน่อย เดี๋ยวให้เงินร้อยนึง" ตาแก่ยังไม่ลดความพยายาม
" ร้อยนึง? จะบ้าหรือไง ไปให้พ้น!! " หล่อนไล่อีก พูดแล้วก็เมินหน้าหนี
"ขอจับนมหน่อยเหอะน่า ให้ห้าร้อยเลยเอ้า" ตาแก่ต่อรอง อย่างมีความหวัง
"ไม่ได้ไปให้พ้น" หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรเลย
"งั้นพันนึง!"ตาแก่เพิ่มวงเงิน
หญิงสาวเริ่มรู้สึกลังเล แต่แล้วก็ได้สติ "บอกว่าไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง"
"งั้นให้ห้าพันเลยเอ้า ขอจับนมแค่นิดเดี๋ยวเท่านั้น" ตาแก่ทำตาละห้อยขอร้อง
หญิงสาวนึกในใจว่า เขาแก่มากแล้ว ดูท่าทางก็ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร อีกอย่างเงินห้าพันนี่ ในสมัยโน้นก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยบอกไปว่า "ก็ได้แต่ให้จับแค่แป๊บเดียวนะลุง" ว่าแล้วหล่อนปลดสายบิกินนี่ท่อนบนออก แล้วตาแก่ก็สอดมือเข้าไปถูนวด ลูบคลำเต้านมของหญิงสาว
ลูบพลางก็รำพึงว่า "โอ พระเจ้า ! โอ พระเจ้า! โอ พระเจ้า!" ไม่ขาดปาก
ด้วยความสงสัย หญิงสาวเลยถามว่า "ทำไมลุงต้องพูดว่า โอ พระเจ้า ! โอพระเจ้า! โอ พระเจ้า! ด้วยล่ะลุง"
ตาแก่พึมพำตอบขณะที่มือยังลูบคลำบีบนวดเต้านมของหญิงสาว!โอ พระเจ้า โอพระเจ้า! โอ พระเจ้า ชาตินี้ลูกจะไปหาเงินห้าพันได้จากที่ไหน" ฮิๆๆๆๆ

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2551

Delphi : ปรับขนาดฟอร์มตาม Resolution

/////////////////////{  samutpra@hotmail.com }/////////////////////
procedure AdjustResolution(oForm:TForm);
var
  iPercentage : integer;

const
  DefaultRes = 1024;  //ค่าหน้าจอตอน Design

begin
  if Screen.Width > DefaultRes then begin
    iPercentage:=Round(((Screen.Width - DefaultRes ) / DefaultRes )*100)+100;
    oForm.ScaleBy(iPercentage,100);
  end;
end;
/////////////////////{  samutpra@hotmail.com }/////////////////////

กฎประจำบ้าน

....เช้าวันแรก หลังคืนแต่งงาน....

เจ้าสาวหมาดๆของเราก็ถูกเจ้าบ่าวปลุกขึ้นมาฟังกฏบางข้อ ที่เขาบอกว่าเธอจำเป็นต้องรู้ไว้

สามี: ' ผมอยากทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน อยากให้คุณรับรู้เงื่อนไขบางประการเกี่ยวกับตัวผม เราจะได้ไม่มีปัญหากันภายหลังไงครับ

ข้อแรก ผมจะกลับบ้านเมื่อไรก็ได้ ถ้าผมอยากกลับดึก ผมก็จะกลับดึกหรืออาจจะกลับเร็วก็ได้ไม่มีใครมาบังคับผมได้

ข้อสอง เมื่อถึงบ้าน อาหารเย็นจะต้องพร้อมอยู่บนโต๊ะเสมอนอกเสียจากว่าผมจะทานมาจากข้างนอกแล้ว

ข้อสาม ผมจะออกไปสังสรรค์ กิน ดื่ม เที่ยวกับเพื่อนเมื่อไรก็ได้เท่าที่ผมต้องการ เอาละ มีแค่นี้แหละ คุณมีปัญหาอะไรมั้ย '

อู้หู...แค่เนี้ยะก็ทำเอาเจ้าสาวมือใหม่ของเราหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้งเลย

ภรรยา : อ๋อ! ไม่มีปัญหาหรอกค่ะที่รัก แต่ฉันก็มีกฏของฉันเหมือนกันนะ ซึ่งคุณจะต้องรับรู้ไว้เช่นกัน ?

( หลังจากตั้งหลักได้ เธอก็ยิ้มหวาน พูดต่อไปว่า)

........ ที่บ้านหลังนี้จะต้องมี sex ตรงเวลา 3 ทุ่มทุกคืน ไม่ว่าจะมีคุณอยู่หรือไม่ก็ตาม ?

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม