วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550

ผู้ชายไม่กินเหล้า ....

ชายคนหนึ่งเดินออกจากผับ มีขอทานคนหนึ่งหน้าตามอมแมม ตามตัวสกปรกนั่งอยู่ข้างทาง

" พี่ขอเงินสัก 20 ซิผมยังไม่กินข้าวเลย " ขอทานเอ่ยปาก

ชายหนึ่งหยุดกึ่ก........ แล้วบอกว่า

" เอาอย่างนี้ ไปกินเหล้ากับพี่ พี่เลี้ยงเอง "

ขอทานบอก " ไม่เป็นไรครับพี่ ผมไม่กินเหล้า "

ชายหนุ่มเลยบอก " นั้นไปเล่นม้ากับพี่ไหม พี่ออกทุนให้ "

ขอทานก็ยังปฎิเสธ " ผมไม่เล่นการพนันคับ "

ชายคนนี้เลยถามต่อ " เอาอย่างนี้นั้น พี่พาไปลงอ่างดีกว่า "

ขอทานก็ตอบอีกว่า " ผมไม่เที่ยวผู้หญิงด้วยคับ "

ชายหนุ่มเลยยิ้มนิดๆๆ เหมือนถูกใจแล้วถามว่า

" เมื่อกี้น้องขอตังค์ พี่เท่าไรนะ"

ขอทานบอก : 20 ครับพี่

ชายหนุ่มเลยก้มหน้าไปกระซิบว่า : เอางี้แล้วกันพี่ให้น้อง 200 เลย

ไปที่บ้านกับพี่หน่อยเด้อ !!!

ขอทานทำหน้า งงงง : ทำไมเหรอคับ พี่

ชายหนุ่มควักตังค์ แล้วพูดว่า : ไปให้เมียพี่มันดู หน่อยว่ะ ว่าคนที่ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวผู้
หญิงนะ สภาพมันเป็นอย่างไร..





--
จัดไป อย่าให้เสีย...... �

คืนที่ฟ้าฉ่ำฝน

... ตายายคู่หนึ่งจูงมือ ค่อย ๆ พากันเดินเข้าร้าน McDonalds แลดูแปลกตาท่ามกลางเหล่าวัยรุ่นหนุ่มสาว สายตาหลายคู่จ้องมองมาอย่างชื่นชมในความรักที่ยืนยาวมากว่าครึ่งศตวรรษของสองตายาย

ตาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งอาหารชุด และชำระเงินอย่างคุ้นเคย

ก่อนพายายไปเลือกหาที่นั่งริมในสุดของร้าน

ตายายช่วยกันนำอาหารออกจากถาด ตาค่อย ๆ แบ่งแฮมเบอร์เกอร์ออกเป็น 2 ส่วน
เอาเฟรนช์ไฟร์ออกมานับครึ่ง และจัดวางไว้ดูน่ารับประทานข้างหน้ายาย คว้าแก้วโค้กมาจิบหนึ่งอีก ส่งให้ยายรับไปจิบหนึ่งอึกก่อนจะวางไว้ตรงกลางเบื้องหน้าทั้งคู่

ขณะที่ตาเริ่มกินแฮมเบอร์เกอร์ส่วนของตนอยู่

บรรดาลูกค้าในร้านที่จับตาดูคู่ตายายมาตั้งแต่ต้นเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย หลายคนสะกิดกันพลางกระซิบ ......

"น่าสงสารจังแกคงมีเงินพอซื้อได้แค่ชุดเดียวมาแบ่งกันมั้ง"

ชายหนุ่มโต๊ะข้าง ๆ ถึงกับเดินเข้ามาหาพร้อมเสนอตัวขอเป็นเจ้ามือซื้อให้อีกชุดอย่างสุภาพ ตายิ้มรับความมีน้ำใจ แต่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า

"ไม่เป็นไรหรอกมีอะไรเราก็ต้องเอามาแบ่งกันอยู่แล้ว"

เวลาผ่านไป ทุกคนเริ่มสังเกตว่า ยายได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองตากินแฮมเบอร์เกอร์อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ยอมแตะต้องส่วนของตน นอกจากหยิบโค้กขึ้นมาจิบ ชายหนุ่มคนเดิมตัดสินใจเข้ามาหาอีกครั้ง เอ่ยขอร้องให้เขาได้เลี้ยงคู่ตายายที่น่ารักนี้เถอะ คราวนี้ยายเป็นฝ่ายปฏิเสธอย่างอ่อนหวาน ยืนยันเหมือนเดิมว่ามีอะไรก็ต้องเอามาแบ่งกัน

เมื่อตารับประทานเสร็จ ขณะหยิบกระดาษมาเช็ดปาก

ยายก็ยังคงนั่งนิ่งดูสามีสุดที่รักอยู่อย่างนั้นราวกับกลัวว่าเขาจะไม่อิ่มจริงๆ ชายหนุ่มคนเดิมก็อดรนทนไม่ได้อีก เอ่ยปากอย่างจริงจังขอตายายอนุญาตให้เขาเลี้ยงสักครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพอีก ... ชายหนุ่มนึกสงสัย

"ทำไมคุณยายไม่รับประทานบ้างเลยครับ ก็ไหนบอกว่ามีอะไรก็ต้องเอามาแบ่งกันไง
คุณตาก็ทานเสร็จแล้ว ยังรออะไรอยู่หรือครับ? "

คุณยายตอบเนิบ ๆ ??

"รอฟันปลอมจากตาน่ะหลานชาย..." (แหะ ๆๆ)

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550

ความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีไทยในอดีต

เรื่องที่จะเล่าต่อให้ฟังนี้ ถูกบันทึกตีพิมพ์ในวารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดเร็วๆนี้ เกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคนไทยในอดีต เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อปีที่แล้ว นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศส ได้ร่วมกันทำการขุดพื้นดินใต้ฐานหอไอเฟลที่กรุงปารีสลงไปประมาณ 1,000 เมตรและได้พบกับเศษวัสดุชิ้นส่วนเส้นทองแดงเก่า จากการนำมาตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็ป ทางการฝรั่งเศสก็ออกมาประกาศการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติฝรั่งเศสเลยทีเดียวว่าคนฝรั่งเศสมีการใช้ระบบโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกันเป็นทางการเมื่อกว่าพันปีก่อน

หลังจากนั้นอีกสามสัปดาห์ นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยของอังกฤษก็ไม่ยอมแพ้ เริ่มทำโครงการแห่งชาติขุดเจาะพื้นใต้หอคอยลอนดอน หลังจากขุดลึกลงไปได้ราว 2,000 เมตร ก็ต้องพบกับความน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะทีมนักสำรวจได้ขุดกระแทกเข้ากับเศษวัสดุบางอย่างคล้ายพลาสติกใสแข็งเหมือนแก้วกระจัดกระจาย ไม่รอช้านักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษนำตัวอย่างชิ้นส่วนที่ได้เข้าอาคารวิจัยแห่งชาติ หลังจากนั้นอีก 2-3 วันต่อมานายกรัฐมนตรีของอังกฤษก็ออกมาประกาศความภูมิใจของคนทั้งชาติว่า ชาวอังกฤษเป็นชาติแรกที่ริเริ่มการนำเคเบิลใยแก้วนำแสงมาใช้ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลกว่าสองพันปีมาแล้ว

หลังจากนั้นต่อมาอีกหลายสัปดาห์ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่ได้นั่งคิดนอนคิดมานานก็ออกมาประกาศโครงการขุดพื้นดินใต้ทำเนียบรัฐบาลว่าจะต้องหาสิ่งที่คนไทยทำในอดีตออกมาให้ชาวโลกรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีไทยให้ได้ หลังจากนักการเมืองและนักทำนายดวงได้เริ่มว่าจ้าง กทม ขุดพื้นใต้ตึกทำเนียบฯ ไปได้สัก 3,000 เมตร นักขุดเจาะตัวกลั่นก็ยังไม่ค้นพบเศษซากอะไรนอกจากคราบน้ำลายใต้ตึก นักการเมืองและหมอดูเริ่มปรึกษาหารือกันในทำเนียบอย่างเคร่งเครียด หลังจากนั้น 3-4 ชั่วโมง ก็ออกมาประกาศผ่านวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และ โทรทัศน์รวมกันกินเฉพาะกิจว่า ชาวไทยก็มีเทคโนโลยีก้าวหน้าไม่น้อยกว่าชาติใดๆ หลังจากเราขุดไม่พบสิ่งใดๆที่ลึกลงไปกว่าสามพันเมตรเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า ชาติไทยมีการใช้เทคโนโลยี wireless และการสื่อสารผ่านดาวเทียมมากว่าสามพันปีเป็นอย่างต่ำ สมควรที่เราจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ผมและเธอบนทางเส้นขนาน

- ผมบอกว่าความรักก็เหมือนกับเส้นด้ายบาง ๆ หากขาดไปแล้ว ผูกอย่างไรก็มีปม
-
เธอบอกว่าความรักเหนียวแน่นคงทนกว่านั้น มันเปรียบเสมือนผืนผ้ามากกว่า แม้เส้นด้ายจะขาดไปสักเส้น ผ้าก็ยังเป็นผ้าได้อยู่

-
ผมไม่พกมือถือ ด้วยเหตุผลว่า พระนเรศวรทรงกู้เอกราชได้โดยไม่ต้องใช้เครือข่าย GSM
-
เธอพกมือถือ 2 เครื่อง ด้วยเหตุผลว่า ที่ไทยเสียเอกราชไปเพราะไม่มีเครือข่าย GSM ใช้

-
ผมใส่กางเกงตัวละ 129 บาท ด้วยเหตุผลว่า จะยี่ห้ออะไรก็ปิดไอ้นั่นได้มิดเหมือนกัน
-
เธอใส่กระโปรงราคาตัวละหลายพันบาท ด้วยเหตุผลว่า มันปลอดภัย ถ้าเกิดไฟไหม้กระโปรงที่เธอใส่ เนื้อผ้าจะไม่ละลายติดเนื้อผิวของเธอ

-
ผมไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากัน แต่ผมว่าขนมครก อร่อยและถูกกว่าเป็นไหน ๆ
-
เธอไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากัน แต่เธอชอบกินพิซซ่าด้วยเหตุผลที่ว่า ขนมครกบางร้านเท่านั้นที่อร่อย แต่พิซซ่าฮัททุกร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

-
ผมใช้ปากกาด้ามละ 5 บาท ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงมันก็เขียนได้ และมันมักจะหายไปทุกครั้งก่อนที่ไส้จะหมด
-
เธอใช้ปากกา ยี่ห้อ cross ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงมันก็เขียนติดกระดาษไม่ต้องสะบัดก่อนใช้ และไม่เลอะเทอะกระเป๋าเสื้อของเธอ

-
ผมชอบทำงานอิสระ ทำตามจินตนาการของตัวเอง ไม่ต้องให้ใครบังคับ ไม่ต้องผูกมัดกับระบบ
-
บัตรตอกทำงานของเธอไม่เคยขึ้นตัวแดง เธอกลับค่ำทุกวัน เพราะงานทำให้เธอมีระบบ ระเบียบ และเห็นคุณค่าของชีวิต

-
ผมรักตัวของผมเองมากกว่าใคร ๆ ด้วยเหตุผลว่า ไม่ว่าเราจะทำดีเพื่อใคร ๆ มากมายขนาดไหนความสุขทางใจที่เราได้ ก็ได้กับตัวเอง
-
เธอรักครอบครัวของเธอมากกว่าสิ่งใด ๆ ด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่มีพวกเขา ก็คงไม่มีเธอเกิดมาให้ป่าวประกาศว่าฉันรักตัวฉันเอง

-
คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่ผมว่า หาดทรายจะแปรเปลี่ยนไปทุกครั้งตามคลื่นที่กระทบฝั่ง แต่แม้จะเปลี่ยนอย่างไร ทรายก็ยังเป็นทราย และคลื่นก็ยังเป็นคลื่นไม่เปลี่ยน
-
คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่เธอว่า ไม่ว่าน้ำทะเลจะขึ้นจะลงอย่างไร คลื่นก็ยังขยันซัดกระทบฝั่ง

-
ผมบอกว่าถ้าไม่มี "ความว่าง" แล้ว "ความมี" ก็ไร้ความหมาย เพราะความมี ต้องวางลงบนความว่าง
-
เธอบอกว่าถ้าไม่มี "ความมี" แล้ว "ความว่าง" จะมีประโยชน์อะไร มันคงไร้ความหมาย เพราะมีความมี ความว่างจึงก่อเกิดการเปรียบเทียบ

-
คนอื่นบอกว่า ผู้หญิงรักผู้ชายจาก 0-100 แต่ผู้ชายรักผู้หญิงจาก 100-0
-
ผมแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายแค่ 0-1 เหมือนไบนารี่ ทำดีมากมายขนาดไหนก็เป็นเพียงแค่ 1 หากผิดพลั้งไปจะเหลือเพียง 0
-
เธอแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายไม่ใช่ 0-1 และไม่ใช่ 0-100 แต่เป็น จาก 100-200 หญิงรักชายได้ 100 และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่เธอปรารถนา

-
ผมมองคนที่ความคิด
-
เธอแย้งว่าความคิดไม่ใช่นิสัย

-
ผมเหมือนกับแก้วใส ๆ จะเห็นคุณค่าตัวเองก็ต่อเมื่อมีเธอเป็นน้ำมาเติมเต็ม
-
เธอเหมือนกับน้ำใส ๆ เธอจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีภาชนะมารองรับ

-
ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกัน
-
ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ถึงแม้จะไม่มีวันบรรจบกัน แต่เราก็จะตีคู่ไปด้วยกันเสมอ

เพราะเธอชอบกินไข่แดง แต่ผมชอบกินไข่ขาว เราจึงอยู่ด้วยกันได้ ในไข่ใบสีน้ำเงินแห่งนี้

กฎ น่ารัก ๆ กวนๆ

> >จริงเหรอ.. เหตุการณ์รอบตัวบ่อยครั้งทำให้นึกน้อยใจในโชคชะตา
> >เพราะมันมักเลวร้ายกว่าที่ควร เช่น ขับรถมาเป็นสิบปีไม่เคยชนอะไร
> >แต่พอถูกขอร้องให้ถอยรถเพื่อนออกจากซอยไม่ถึง 30 เมตร
> >กลับชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่
> >
> >เหตุการณ์เลวร้ายเกิดเหมือนสวรรค์แกล้งนี้ เกิดบ่อยกับทุกคน
> >จนมีผู้ตั้งเป็นกฎไว้ เรียกว่า "กฎของเมอร์ฟี่" ความว่า
> >
> >"ถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีก"
> >
> >นอกจากกฎของเมอร์ฟี่ ยังมีกฎอื่นๆที่มีผู้สังเกตพบมากมาย
> >สมควรรวบรวมไว้ดังนี้
> >
> >1. กฎความเป็นไปได้
> >ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอ
> >และโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม จะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรม
> >
> >2. การดูดวง
> >หมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลว
> >แต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุด
> >
> >3. กฎแห่งความแม่นยำ
> >หากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุด
> >
> >4. กฎของหาย
> >ของใช้ที่เราเห็นทุกวันจะหายต่อเมื่อเราต้องการใช้มัน
> >
> >5. กฎของเมธี
> >เลขเด็ดที่เราไม่ซื้อ คือ เลขที่จะออกงวดนั้น และ
> >หวยที่เราซื้อมักใกล้เคียงกับ
> >หวยที่ออก หากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลัง
> >แต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรง และ ถ้าเราซื้อทั้งสองแบบ
> >..มันจะไม่ออกเลย
> >
> >6. กฎแรงโน้มถ่วง
> >วัตถุ 2 ชิ้นน้ำหนักไม่เท่ากัน
> >จะตกถึงพื้นด้วยความเร็วขนาดที่ทำลายทรัพย์สินได้มากที่สุด เท่าๆกัน
> >
> >7. ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือ
> >หนังสือปกสวย ..เนื้อในมักห่วย
> >หนังสือปกขี้เหร่ ..เนื้อในห่วยกว่า !!
> >
> >8. กฎห้ามพูด
> >คนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า "เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ"
> >กฎมีว่า ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวัง
> >ถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหา
> >และถ้าหวังสิ่งดี.. สิ่งเลวก็จะมาหา
> >
> >9. กฎของโฮว์ (Howe's Law)
> >มนุษย์ทุกคนมักจะทำอะไรไม่สำเร็จ
> >
> >10. กฎของไซเมอร์กี้
> >ถ้าคุณรื้อชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่จะมีน็อตเหลือเสมอ
> >
> >11. ข้อสังเกตของอีตัวร์
> >รถเลนข้างๆ มักเคลื่อนตัวดีกว่าเลนของเรา
> >
> >12. กฎการแก้ปัญหา
> >ในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้ มักมีปัญหาเล็กๆ อยู่ภายใน
> >ซึ่งพร้อมจะขยายตัวแทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วง
> >
> >13. กฎทอง
> >คนมีทองคือคนออกกฎ
> >
> >14. ธรรมชาติของมนุษย์
> >มนุษย์เรามีสองประเภท
> >ประเภทแรก คือ คนที่ชอบแยกคนเป็นสองจำพวก
> >ประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรก
> >
> >15. กฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัล
> >คนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว จะรู้เวลาแน่นอน
> >คนที่มีนาฬิกาเพิ่มมาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า เวลาใดถูกต้อง
> >
> >16. กฎการใช้เวลาเหลื่อมล้ำ
> >การเริ่มต้นงานเป็นสิ่งยาก
> >เพราะงาน 90 % แรก จะกินเวลาไปถึง 90% ของเวลาในโครงการ
> >ส่วนงาน 10% ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการ
> >
> >17. กฎของโอ'รีลลี
> >สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ คือ การทำโต๊ะทำงานให้สะอาด
> >
> >18. กฎของลีเบอร์แมน
> >นักการเมืองทุกคนโกหก แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใคร
> >
> >19. กฎน้ำพริกถ้วยเก่า
> >เสื้อผ้าตัวเก่งจะเก่าซอมซ่อทันทีที่เราได้ตัวใหม่
> >
> >20. ข้อเท็จจริงขององค์กร
> >ในทุกหน่วยงานมักมีพนักงานคนหนึ่งและคนเดียว
> >ที่มองเห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กร และคนๆ นี้จะถูกไล่ออกเสมอ
> >
> >21. กฎการโต้เถียง
> >คนที่พูดน้อยคือคนที่รู้มาก
> >
> >22. กฎการทำงานเป็นทีม
> >เมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนี
> >
> >23. กฎการมองโลก
> >มนุษย์ สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้าย
> >ส่วนที่เหลือ...มองร้ายกว่า

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม